The Middle·Urban Park
ม้านั่งตัวเดียวในสวน

อากาศวันนี้ไม่ร้อนและไม่เย็น เป็นช่วงที่ลมพัดมาเป็นพัก ๆ แล้วหยุดไปเฉย ๆ สวนกลางเมืองแห่งนี้มีคนอยู่ไม่มากนัก คนวิ่งผ่านไปสองสามคน คนเดินจูงหมาอีกหนึ่ง เสียงรถจากถนนข้างนอกได้ยินอยู่ตลอด แต่เบาพอที่จะไม่ต้องสนใจ ต้นไม้ในสวนโตพอจะให้ร่ม แต่ยังไม่โตพอจะบังตึกที่อยู่ข้างหลังมัน
ม้านั่งตัวนี้มีสีลอกอยู่สองข้าง ตรงกลางยังเรียบอยู่ เพราะไม่ค่อยมีใครนั่งตรงนั้น ขาด้านซ้ายมีน็อตหายไปหนึ่งตัว แต่ยังไม่ถึงกับโยก พื้นหญ้าใต้ปลายด้านหนึ่งสึกจนเห็นดิน อีกด้านหญ้ายังขึ้นเต็ม มีคนหนึ่งนั่งอยู่ปลายด้านนั้น ก้มมองโทรศัพท์ ไม่ได้เงยขึ้นเลยตั้งแต่เรามาถึง ระหว่างเรากับเขามีที่ว่างพอสำหรับคนอีกคน
คนส่วนใหญ่เลือกนั่งที่ปลาย ไม่ใช่ตรงกลาง การนั่งตรงกลางเหมือนประกาศว่าม้านั่งตัวนี้เป็นของเราทั้งตัว ส่วนการนั่งที่ปลายคือการเปิดที่เหลือไว้ให้ใครก็ได้ที่จะมา โดยไม่ต้องบอกว่าอยากให้มาหรือไม่อยาก ที่ว่างตรงกลางจึงไม่ใช่ความว่างเปล่า มันคือคำตอบที่ยังไม่ต้องตอบ คนที่นั่งอยู่ปลายอีกด้านก็คงคิดแบบเดียวกัน หรืออาจไม่ได้คิดอะไรเลย
บางทีเราเองก็เคยอยู่ในที่แบบนี้ ไม่ได้อยากอยู่คนเดียวจนต้องหลบไปที่ที่ไม่มีใคร และไม่ได้อยากคุยกับใครจนต้องหาคนไปด้วย เลยมานั่งในที่ที่มีคนอื่นอยู่ห่าง ๆ ได้ยินเสียงเขา เห็นเขาเดินผ่าน แต่ไม่ต้องทักทาย มันไม่ใช่ความเหงา และก็ไม่ใช่การอยู่ด้วยกัน มันเป็นอย่างอื่นที่ยังไม่มีชื่อเรียก
สวนนี้เคยมีม้านั่งไม้ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นตัวนี้ ต้นไม้แถวหลังปลูกทีหลังกว่าทางเดิน จึงยังเรียงไม่ตรงกับเสาไฟ คนที่มาที่นี่ก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ บางคนเคยมาสองคนแล้ววันหนึ่งก็มาคนเดียว บางคนกลับกัน สวนไม่ได้จำว่าใครมาแบบไหน มันแค่เปิดประตูตอนเช้าและปิดตอนสามทุ่มเหมือนกันทุกวัน
คนที่ปลายม้านั่งลุกขึ้นแล้วเดินออกไปทางประตูฝั่งตะวันตก เด็กสองคนวิ่งผ่านไปทางสนามหญ้า เสียงหัวเราะดังอยู่พักหนึ่งแล้วก็ไกลออกไป ที่ว่างตรงนั้นกลายเป็นของเราถ้าอยากเลื่อนไป แต่ก็ไม่ได้เลื่อน ลมพัดมาอีกรอบแล้วหยุดไปเหมือนเดิม ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะกลับตอนไหน และสวนนี้ก็ไม่ได้ถามอะไร